ไม่แยกแม่ลูก-ส่งเสริมลูกกินนมแม่หลังคลอดทันที

อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุด คืออ้อมกอดของแม่ หลายๆ คนเคยได้ยินใช่ไหมคะ เพราะสายสัมพันธ์ความรู้สึกผูกพันที่โยงใยแม่ลูกด้วยเส้นใยบางๆ แต่มั่นคงนั้น ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นเช่นนั้นจริงๆ แต่อ้อมกอดแรกเริ่มหลังจากการคลอดภายใน 1 ชั่วโมงนั้น ทรงพลังที่สุด ศาสตราจารย์ คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวถึงเรื่องนี้และให้ข้อมูลว่า

ปัญหาและอุปรรคที่เสมือนกำแพงทำให้ลูกไม่ได้กินนมแม่นั้น (Barrier) มีอยู่ตลอดเวลา ทำให้แม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องให้นมแม่ล้วนอย่างน้อย 6 เดือน และให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนถึง 2 ปี จุดเริ่มต้นของการแก้ไขและช่วยให้แม่ให้นมแม่ได้สำเร็จ (Breaking the Barrier to Successful Breastfeeding) เริ่มจากโรงพยาบาล ประกอบด้วย 6 ประเด็น คือ 1) ลงทุน 9 เดือน กำไรตลอดชีวิต 2) รู้ว่ามีน้อง ฝากท้องทันที 3) โฟเลต ไอโอดีน ธาตุเหล็ก สำคัญต่อลูกในท้อง 4) ชั่วโมงแรกที่ลูกเกิดบอกหมอ พยาบาล ช่วยนำลูกมาวางบนอกแม่ตั้งแต่ในห้องคลอด 5) วันแรกที่ลูกเกิดแยกแม่แยกลูกหลังคลอดไม่ดีนะ 6) น้ำนมมาแน่ถ้าแม่รู้และทำถูกวิธี
เลขาธิการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลต่อว่า บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และครอบครัว ต้องเป็นผู้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการให้ต้นทุนชีวิตที่ดีต่อเด็ก ช่วยจัดพื้นที่และอำนวยความสะดวกในการให้นมแม่ ปกป้องแม่จากโฆษณาชวนเชื่อที่ทำให้แม่เปลี่ยนไปใช้นมผสม
“บอกหมอ พยาบาล ช่วยนำลูกวางบนอกแม่ ตั้งแต่ในห้องคลอด” หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาและอุปสรรคของการให้นมลูกและเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ลูกเรียนรู้วิธีการกินนมแม่ เพราะหลังจากการคลอดนั้นน้ำนมแม่จะมาเร็ว ลูกจะดูดนมเป็นเร็วโดยจะต้องเริ่มตั้งแต่ชั่วโมงแรกหลังเกิด ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากอกแม่ผ่านสัมผัสผิวของแม่โดยธรรมชาติ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่รอบๆ ตัวแม่จะเป็นเชื้อประจำถิ่นซึ่งเล็ดลอดไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ลูก ดังนั้นการแยกแม่แยกลูกหลังคลอด จะทำให้เสียโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันนี้ เมื่อนำลูกวางบนอกแม่ ลูกจะสามารถคลานไปกินนมแม่จากอกแม่ด้วยตัวเอง และนอกจากลูกจะได้กินน้ำนมส่วนหน้าที่มีประโยชน์มาหาศาลแล้วนั้น สายสัมพันธ์จากการโอบกอดแนบเนื้อ (Skin to Skin Contact) สร้างขึ้นเป็นสายใยแห่งความผูกพันตั้งแต่แรกเกิด เมื่อลูกและแม่โอบกอดกันนั้น ออกซิโทซิน (Oxytocin) ฮอร์โมนแห่งความรัก-ผูกพัน จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกการเป็นแม่ (mother hormone) ซึ่งทุกครั้งที่มีการโอบกอดฮอร์โมนตัวนี้จะหลั่งมากขึ้น นอกจากนั้นฮอร์โมนเอนโดฟิน (Endophins) ยังช่วยให้ความรู้สึกเป็นแม่ดีขึ้นด้วย

มีข้อมูลที่น่าสังเกตว่า ถ้าลูกได้อยู่กับแม่ตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงแรก ลูกจะดูดนมแม่เป็นและถูกต้องในการดูดครั้งต่อไป กว่าร้อยละ 60 หากแยกแม่แยกลูกตั้งแต่แรกเกิด ลูกจะดูดได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการสร้างหัวน้ำนมที่เรียกว่าน้ำนมเหลือง หรือโคลอสตรุ้ม (colostrum) คือน้ำนมที่หลั่งออกมาในช่วงเวลา 24–36 ชั่วโมงแรกหลังการคลอดเท่านั้น เป็นน้ำนมที่มีประโยชน์มหาศาล อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่เสริมสร้างและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยชรานับว่าเป็นอาหารมื้อแรกที่มีคุณค่ามากที่สุดของชีวิตของวงจรการมีชีวิต
เมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กร Alive & Thrive ลงพื้นที่เยี่ยมชมเครือข่ายการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ใน จ.ระยอง- จ.จันทบุรี ในโครงการ “นมแม่สัญจร” และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลระยอง จ.ระยอง ได้ใช้วิธีการไม่แยกแม่แยกลูกหลังคลอด และนำลูกมาวางบนอกแม่ตั้งแต่ในห้องคลอด

ด้าน นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระยอง เล่าให้ฟังถึงความร่วมมือของทุกๆ ฝ่ายในโรงพยาบาลที่สนับสนุนการไม่แยกแม่แยกลูกหลังคลอดในเด็กปกติ และสำหรับเด็กป่วยแม้เด็กจะถูกแยกก็ส่งเสริมให้ลูกได้กินนมแม่อย่างรวดเร็วว่า
“ทุกๆ ฝ่ายในโรงพยาบาลมีความเข้มแข็งเรื่องนมแม่มาก เพราะเราต่างเห็นผลสำเร็จของการที่เด็กเติบโตด้วยนมแม่ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้เราสนับสนุนการให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ประสบความสำเร็จ และเรื่องอ้อมกอดแรกของแม่หลังเด็กคลอด เป็นเรื่องของการสัมผัสที่ส่งผลกับใจโดยตรง ผลที่เกิดขึ้นประเมินคุณค่าออกมาไม่ได้เป็นตัวเลข ได้แต่คุณค่าทางจิตใจมหาศาล และในเด็กป่วยเราก็สนับสนุนให้เด็กได้กินนมแม่ด้วยการทำ Oral Care โดยใช้สำลีจุ่มนมแม่และป้ายที่กระพุงแก้มเด็ก เพื่อให้เด็กป่วยได้กินนมแม่ซึ่งมีผลทำให้เขาหายป่วยไวและเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระยอง อธิบาย
ไม่แยกแม่ลูก-ส่งเสริมลูกกินนมแม่หลังคลอดทันที thaihealth
สอดคล้องกับ พญ.อภิรดี อุทัยไพศาลวงศ์ นายแพทย์ชานาญการ โรงพยาบาลระยอง เล่าถึงวิธีการไม่แยกแม่แยกลูกและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นของการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในโรงพยาบาลว่า กระบวนการเริ่มตั้งแต่เมื่อแม่มาฝากครรภ์ ทางคลิกนิกฝากครรภ์จะดูแลและให้ข้อมูลคุณแม่คุณพ่อในการให้นมลูก เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม เมื่อถึงเวลากำหนดคลอดเราจะนำลูกมาให้แม่ได้กอดและกินนมแม่ภายในครึ่งชั่วโมงทันที แตสำหรับเด็กป่วย เช่น เด็กเกิดก่อนกำหนดหรือมีโรคต่างๆ ที่น้ำหนักตัวไม่ถึง 1,600 กรัม ต้องแยกแม่แยกลูกนั้น เราจะให้แม่ปั้มนมภายใร 24 ชั่วโมง และนำไปให้เด็กในหอเด็กป่วย โดยพยาบาลจะใช้วิธี “Oral Care” คือ การใช้ไม้พันสำลีจุ่มลงไปในน้ำนมแม่ เช็ดในช่องปากให้ทารกได้สัมผัสกับน้ำนม ซึมซับสารอาหารและภูมิคุ้มกันผ่านเยื่อบุช่องปาก ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

“ผลที่เกิดขึ้นของเด็กป่วยที่ได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดนั้นจะทำให้เขาแข็งแรงขึ้น และได้รับภูมิคุ้มกันที่เขาควรจะได้รับ ทีมแพทย์และพยาบาลจะคอยดูแลคุณแม่ให้ส่งน้ำนมให้ลูกระหว่างที่ลูกอยู่ในหอเด็กป่วย และถ้าหากลูกแข็งแรงขึ้น สามารถถอดออกซิเจนได้แล้วก็จะนำมาให้คุณแม่ได้กอดแนบเนื้อ (Skin to Skin Contact) อย่างน้อย 20 นาที วันละประมาณ 8 ครั้ง เพื่อให้ลูกได้สัมผัสที่อบอุ่นจากแม่ และสานสายใยรักของแม่ลูก นอกจากจะทำให้เด็กหายป่วยเร็วขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้คุณแม่ไม่เป็นโรคซึมเศร้าอีกด้วย” พญ.อภิรดี กล่าว

สำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกก่อนกำเนิด 2 เดือน ที่โรงพยาบาลระยอง และลูกยังอยู่ในหอเด็กป่วยเป็นเวลา 27 วัน อย่าง น.ส.จิราพร เกิดมงคล บอกว่า คุณหมอได้ให้ข้อมูลเรื่องนมแม่ตั้งแต่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล แต่ลูกคลอดก่อนกำหนด โดยน้ำหนักแรกคลอดแค่ 1,200 กรัม และตัวเล็กมากหลังคลอดแม้ว่าตนจะตกใจกับการคลอดก่อนกำหนดแต่เชื่อในมือคุณหมอและพยาบาลที่จะทำให้ลูกตนแข็งแรงได้ แม้ว่าตอนนี้ยังกอดลูกไม่ได้เพราะต้องรอให้น้ำหนักลูกถึง 1,600 กรัมและถอดออกซิเจน แต่ก็มาส่งนมแม่ให้ลูกได้กินทุกวัน และตนตั้งใจจะให้ลูกกินนมแม่จนกว่าจะไม่มีน้ำนม
‘น้ำนมแม่’ ภูมิคุ้มกันที่ปกป้องลูกตั้งแต่เกิดไปจนถึงวัยชรา นอกจากความฉลาดทางสมองแล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ และการพัฒนาที่สมวัยเป็นผลสำเร็จจาการที่ลูกได้กินนมแม่แทบทั้งสิ้น มาร่วมกันให้เด็กไทยได้กินนมแม่ ได้รับสิ่งดีๆ ที่นมผสมไม่สามารถมีได้กันเถอะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.